• วันอาทิตย์ , 20 เมษายน 2014

8 ปีความสัมพันธ์ไทย-พม่า ความขัดแย้งและผลประโยชน์

ในบรรดาประเทศสมาชิกองค์การอาเซียน ประเทศไทยมีเขตแดนติดต่อกับประเทศพม่ายาวที่สุดถึง  2,401 กิโลเมตร การดำเนินนโยบายระหว่างไทยต่อพม่าจึงมีความสำคัญมาก เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบทางลบโดยตรง ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมมากที่สุด

หากย้อนดูความสัมพันธ์ไทย-พม่าในช่วง 8 ปีที่แล้วจะพบว่า รัฐบาลไทยมีนายกรัฐมนตรีทั้งหมด 5 คน คือ ยุคทักษิณ 1 ( 2544 –  2548) ยุคทักษิณ 2 ( 2548 –  2549) ยุคพลเอกสุรยุทธ์ (2549 – 2551) ยุคสมัคร (29 ม.ค.51 – 9 ก.ย. 51) ยุคสมชาย (9 ก.ย. 51-18 ก.ย. 51) ยุคอภิสิทธิ์ (17 ธ.ค. 51 ถึงปัจจุบัน)

อาจกล่าวได้ว่า ยุครัฐบาลทักษิณและยุครัฐบาลสมัครมีนโยบายที่ต้องการสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อรัฐบาลพม่าที่ค่อนข้างชัดเจน  ส่วนยุครัฐบาลสมชายยังไม่ได้แสดงท่าทีที่ชัดเจนก็มีอันต้องเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีคนใหม่  ขณะที่นายกรัฐมนตรีอีกสองท่าน คือ พลเอกสุรยุทธ์ จุลลานนท์ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะมีนโยบายเดียวกัน  ไม่ต้องการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลทหารพม่าโดยเฉพาะการลงทุนทางเศรษฐกิจที่จะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของประเทศไทยในประชาคมโลก

เหตุการณ์สำคัญในยุครัฐบาลทักษิณที่สะท้อนให้เห็นถึงนโยบายสร้างสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลทหารพม่า อาทิเช่น การเดินทางเยือนประเทศไทยของพลเอกขิ่นยุ้นต์  และการเดินทางเยือนประเทศพม่าด้วยตนเองโดยพลตำรวจโททักษิณ  นอกจากนี้ยังมีกรณีเงินกู้เอ็กซิมแบงค์ โครงการสัมปทานดาวเทียมและมือถือในพม่า รวมทั้งอีกหลายโครงการความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

อาจกล่าวได้ว่า การเดินทางเยือนพม่าของนายกทักษิณเมื่อเดือนมิถุนายน 2544 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่นำไปสู่การรื้อฟื้นการดำเนินความสัมพันธ์ในเชิงสร้างสรรค์ระหว่างไทยกับพม่า ทั้งสองฝ่ายมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล้วนส่งผลให้บรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่าดูหวานชื่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคนายกชวน รัฐบาลชุดก่อนซึ่งหมางเมินใส่กันในทุกทาง

ในยุครัฐบาลสมัครตรงกับช่วงเกิดเหตุการณ์พายุนาร์กีสพัดถล่มลุ่มแม่น้ำอิรวดีของพม่าจนทำให้มีผู้เสียชีวิตมากมาย แต่รัฐบาลพม่ากลับไม่อนุญาตให้นานาชาติเข้าช่วยเหลือโดยปราศจากเงื่อนไข  ประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่รัฐบาลพม่าเปิดโอกาสให้เดินทางเข้าช่วยเหลือภายใต้เงื่อนไขที่รัฐบาลพม่ากำหนด  ขณะที่นานาชาติกำลังรุมประณามรัฐบาลพม่าอย่างหนัก แต่นายกสมัครกลับกล่าวถึงรัฐบาลพม่าในเชิงบวกทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาคมโลกว่า ประเทศไทยกลายเป็นกระบอกเสียงให้กับรัฐบาลทหารพม่าไปเสียแล้ว

หลังจากเดินทางเยือนพม่าเสร็จเสร็จ นายกสมัครก็ได้กล่าวสุนทรพจน์ ในโอกาสความสัมพันธ์ไทย-พม่า ครบ 60 ปี ณ โรงแรมคอนราด   เมื่อวันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม 2551 สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
“ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดต่อกัน และเป็นสมาชิกอาเซียน ทั้งสองประเทศอยู่ร่วมกันอย่างสันติและปรองดอง โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับสูง การพบปะระหว่างเจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่าย เพื่อการกระชับความร่วมมืออย่างกว้างขวางและลึกซึ้งในทุกระดับ เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองฝ่ายร่วมกัน

“จากเหตุการณ์พายุนากิสที่พัดถล่มพม่าเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ยิ่งทำให้ไทยและพม่ามีความใกล้ชิดกันมากขึ้น โดยไทยให้ความสนับสนุน และร่วมมือกับนานาประเทศ เพื่อให้ความช่วยเหลือและบรรเทาภัย อย่างเต็มความสามารถ นอกจากนี้ ไทยยืนยันที่ทำงานเคียงบ่า เคียงไหล่กับรัฐบาลพม่า ทั้งในระดับทวิภาคีและภายใต้ความร่วมมืออาเซียน เพื่อช่วยเหลือพม่าในการเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ ด้วย”
พรพิมล ตรีโชติ นักวิชาการจากสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เขียนบทความเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-พม่าในมุมมองของรัฐบาลพม่าในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2552 ว่า  

“ความสัมพันธ์ไทย-พม่า ในมุมมองของพม่านั้น สรุปสั้นๆ อย่างได้ใจความว่า “ไทยนั้นไม่ใช่ทั้งศัตรูหรือมิตร” (Neither Friend nor Foe) เพราะหากจะตีความว่า “มิตร” ในมุมมองของพม่านั้น ต้องเป็นให้ได้เหมือนกับจีน ความสัมพันธ์ที่จีนมีให้แก่พม่า เป็นความสัมพันธ์ที่ปราศจากเงื่อนไข พม่าไม่ต้องปรับระบบการเมือง พม่าไม่ต้องแก้ไขสิทธิมนุษยชน พม่าจะเป็นอะไรก็ได้ตามแต่พม่าเห็นสมควร เพราะนั่นเป็นเรื่องภายในของพม่า และจีนไม่มีนโยบายแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น  

“นอกจากการไม่ก้าวล่วงปัญหาภายในของพม่าแล้ว จีนยังทำตัวเหมือนเป็นพี่ใหญ่ของพม่าที่คอยปกป้องพม่าจากการถูกลงโทษจากเวทีสหประชาชาติ ผ่านสิทธิการออกเสียงในสภาความมั่นคงของสหประชาชาติ และเมื่อใดที่พม่ามีปัญหาด้านการเงินและเศรษฐกิจ จีนก็พร้อมที่จะเข้าไปช่วยได้อย่างทันทีทันใด วัตรปฏิบัติเช่นนี้ที่พม่ามองว่าเป็นความสัมพันธ์ฉันเพื่อน

“หากแต่ความสัมพันธ์ไทย-พม่าไม่เป็นไปในรูปแบบนั้น ในมุมมองของพม่า (เน้นย้ำอีกครั้งว่าในความคิดของทหารพม่า) ไทยทำอะไรหลายๆ อย่าง ที่ทำให้พม่าไม่ไว้วางใจ ถึงขั้นหวาดระแวงเอาเลยทีเดียว ยกตัวอย่างง่ายๆ คือ กรณีของกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อยที่อยู่ตามตะเข็บชายแดน ซึ่งรัฐบาลพม่าเข้าใจว่าไทยให้การสนับสนุน เพราะถือว่ารัฐบาลไทยนั้นใช้นโยบาย “เขตกันชน” (Buffer Zone) โดยอาศัยกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อยเป็นตัวกันชน กันไม่ให้กองทัพพม่าเข้ามาประชิดชายแดนไทยได้ ในขณะที่ไทยปฏิเสธและยืนยันว่า รัฐบาลไทยไม่สนับสนุนให้กองกำลังใดใช้ดินแดนไทยเป็นพื้นที่ซ่องสุมผู้คน เพื่อกลับไปปฏิบัติการในประเทศเพื่อนบ้าน

“นอกจากนั้น รัฐบาลพม่ายังมองว่าไทยให้การสนับสนุนครอบครัวของสมาชิกกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ ชนกลุ่มน้อย ด้วยการตั้งพื้นที่พักพิงชั่วคราวให้สมาชิกครอบครัวของกองกำลังเหล่านี้ได้ พักพิงอาศัยและรับไว้ในความดูแลภายใต้ชื่อ “ผู้หนีภัยจากการสู้รบ” ในขณะที่ฝ่ายไทยมองว่า การกระทำของไทยถือเป็นความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมต่อกลุ่มบุคคลที่ได้รับความเดือดร้อนและเสี่ยงภัยต่อชีวิต ความคิดที่ไม่ต้องกันในกรณีนี้ ทำให้ฝ่ายพม่ายังคงมีความเคลือบแคลงใจต่อรัฐบาลไทยเสมอมา

“ประการที่สอง ที่รัฐบาลพม่าเคลือบแคลงใจ ได้แก่ การเปิดเสรีให้นักศึกษา นักการเมือง และผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองของพม่า เข้ามาเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อต่อต้านรัฐบาลพม่าในประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลพม่าเห็นว่ารัฐบาลไทยควรจะทำการควบคุมไม่ให้บุคคลเหล่านี้ สามารถดำเนินการทางการเมืองได้อย่างเปิดเผยและเสรี

“นอกจากนั้น รัฐบาลไทยยังเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนไทยในการวิพากษ์วิจารณ์การเมืองและรัฐบาลพม่าได้อย่างเสรี ซึ่งทำให้รัฐบาลพม่าไม่สู้จะพอใจเท่าใดนัก เพราะมีความคิดว่าสื่อมวลชนของไทยมีอคติต่อรัฐบาลพม่าและคนพม่า ผ่านกระบวนการหล่อหลอมและกล่อมเกลาทางสังคมมาตั้งแต่วัยเด็ก ผ่านตำราเรียนทางประวัติศาสตร์ จนกระทั่งรวมถึงสื่อมวลชนรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ละครทีวี ล้วนแล้วแต่แสดงให้เห็นถึงอคติที่คนไทยมีต่อพม่าทุกครั้งที่มีการเอ่ยถึงพม่าโดยรวม ซึ่งรัฐบาลพม่าถือว่าเป็นการกระทำที่มิตรประเทศไม่พึงกระทำต่อกัน

“ทั้งนี้ยังไม่นับถึงความไม่แน่นอนในการกำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยที่มีต่อพม่า ซึ่งเริ่มต้นขึ้นด้วยการกำหนดนโยบายความสัมพันธ์อย่างสร้างสรรค์ (Constructive Engagement) เริ่มในสมัยนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุน โดยมีนายอาสา สารสิน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ และต่อมาในสมัยของนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย ซึ่งมี ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ที่ได้ มีความพยายามในการเปลี่ยนนโยบายของไทยต่อพม่าไปสู่ความสัมพันธ์แบบยืดหยุ่น (Flexible Engagement) ซึ่งนำเสนอในที่ประชุมอาเซียนที่กรุงมะนิลาในปี พ.ศ. 2541 ทำให้รัฐบาลพม่าไม่สู้จะพอใจนัก และตีความว่าไทยกำลังพยายามที่จะหาหนทาง ในการแทรกแซงกิจการภายในของพม่าอย่างเป็นทางการผ่านการเห็นชอบของอาเซียน

“ปัจจัยทั้งสามประการที่กล่าวมานี้ เป็นส่วนหนึ่งของมุมมองของรัฐบาลพม่าที่มองมายังความสัมพันธ์ไทย-พม่า ตลอดระยะเวลานับตั้งแต่ประเทศพม่าเปิดตัวอีกครั้งในปี ค.ศ. 1988 ซึ่งเป็นปีที่รัฐบาลพม่าชุดปัจจุบันถือกำเนิด ผู้นำรัฐบาลพม่าชุดปัจจุบันเป็นนายทหารที่มีภูมิหลังต่อสู้ขับเคี่ยวมากับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อยมาอย่างโชกโชน ดังนั้นจึงให้ความสำคัญกับปัจจัยนี้ ตลอดจนบทบาทของเพื่อนบ้านอันสัมพันธ์กับปัจจัยนี้เช่นกัน และในมุมมองของรัฐบาลพม่า ไทยไม่ได้ให้ความร่วมมือเท่าที่มิตรประเทศพึงจะมีให้ ดังนั้นจะถือว่าไทยเป็นมิตรเสียทีเดียวก็ไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็มิใช่ศัตรูตัวฉกรรจ์แต่ประการใด แต่ในท่ามกลางความคลุมเครือนี้ ไทยก็คงจะมองออกว่าพม่าคิดอย่างไรต่อไทย ผ่านการศึกษาว่าด้วยตำราเรียนของพม่าฉบับที่เขียนถึงประเทศไทยและคนไทยโดยเฉพาะ ว่า เราคงจะไม่ได้อยู่ในลำดับขั้นของมิตรประเทศของพม่าเป็นแน่แท้”

Related Posts