• วันอังคาร , 29 กรกฎาคม 2014

บทเพลงไทยใหญ่เหนือเส้นพรมแดน

โดย ธันวา สิริเมธี

อาจกล่าวได้ว่า บทเพลงเป็นสื่อที่สามารถสร้างชุมชนในจินตนาการระหว่างกลุ่มผู้ฟังที่อยู่ต่างพื้นที่และต่างยุคสมัยให้เป็นหนึ่งเดียวได้ นอกจากนี้ บทเพลงยังสามารถเดินทางข้ามพรมแดนรัฐชาติซึ่งมีระบบการปกครองที่แตกต่าง และสามารถหลบหลีกการควบคุมของอำนาจรัฐเผด็จการได้เป็นอย่างดี เพราะบทเพลงสามารถนำมาซุกซ่อนอยู่ในความทรงจำของคนฟังที่ชื่นชอบบทเพลงนั้น ๆ และถ่ายทอดสู่บุคคลอื่นผ่านการร้องและเล่นดนตรีซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่เลือกสถานที่และเวลา คนฟังบางคนอาจไม่เคยได้ยินเพลงต้นฉบับจากม้วนเทปของจริง แต่ก็สามารถร้องบทเพลงที่มีเนื้อหาเดียวกันได้ การฟังหรือร้องบทเพลงเดียวกันของคนที่อยู่ต่างพื้นที่และกาลเวลาทำให้เกิดสำนึกร่วมกันของคนเหล่านี้ผ่านบทเพลง บทเพลงจึงก่อให้เกิดชุมชนในจินตนาการของผู้ฟังที่ฟังเพลงเดียวกัน ชุมชนนี้ครอบคลุมอาณาบริเวณกว้างไกลไปกว่าพรมแดนรัฐชาติและซ้อนทับอยู่เหนือชุมชนที่มีอยู่จริงบนเส้นบนแผนที่ภูมิศาสตร์

บทเพลงของชาวไทยใหญ่ ชนชาติซึ่งอาศัยอยู่ในดินแดนรอยต่อของประเทศพม่า จีน และไทย เป็นภาพสะท้อนที่เห็นได้ชัดของการสร้างชุมชนในจินตนาการที่อยู่เหนือกาลเวลาและเส้นพรมแดน

บทเพลงกับสังคมไทยใหญ่

ชาวไทยใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ประชากรส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในรัฐฉาน ประเทศพม่า และบางส่วนอาศัยอยู่ในมณฑลยูน นาน ประเทศจีน และภาคเหนือของประเทศไทย คนไทยใหญ่มีเอกลักษณ์ทางภาษาและวัฒนธรรมเป็นของตนเอง ก่อนอังกฤษผนวกดินแดนรัฐฉานเป็นส่วนหนึ่งของประเทศพม่าในสมัยอาณานิคม ชาวไทยใหญ่เคยปกครองตนเองด้วยระบบเจ้าฟ้าประจำเมืองต่าง ๆ ทั้งหมด 33 เมือง ในปี พ.ศ. 2490 เจ้าฟ้าไทยใหญ่ได้ร่วมลงนามในสัญญาปางโหลงร่วมกับนายพลอองซาน ตัวแทนชนชาติพม่า และตัวแทนชนชาติอื่น ๆ เพื่อขอเอกราชจากอังกฤษ สัญญาดังกล่าวระบุให้ชาวไทยใหญ่ต้องอยู่ร่วมในสหภาพพม่าเป็นเวลา 10 ปีนับจากได้รับเอกราชจากอังกฤษ หลังจากนั้นจึงมีสิทธิแยกตัวออกมาปกครองตนเอง แต่เนื่องจากนายพลอองซานถูกลอบสังหารก่อนครบกำหนดสัญญา และผู้นำพม่าคนใหม่ได้ฉีกสัญญาดังกล่าวทิ้งไป ชาวไทยใหญ่จึงต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของสหภาพพม่ามาจนถึงทุกวันนี้

หากบทเพลงเป็นสื่อสะท้อนสังคม บทเพลง “ลิ่กห่มหมายปางโหลง” หรือ “สัญญาปางโหลง” คงเป็นสื่อสะท้อนความรู้สึกของชาวไทยใหญ่ต่อเหตุการณ์นี้ได้เป็นอย่างดี เพราะบทเพลงนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงจนสายมาว นักร้องชื่อดังของชาวไทยใหญ่ถูกรัฐบาลทหารพม่าจับไปเข้าซังเตนานว่าสองปี และนี่เป็นเนื้อความบางส่วนของบทเพลงนี้

“เมืองแห่งอิสรภาพของชาวไทยใหญ่
ตามข้อตกลงปางโหลงมอบให้
สัญญากันไว้เป็นมั่นเหมาะ
แล้วกลับคำกันได้หรือไร
ใครทรยศก็รู้แก่ใจ
ไม่ใช่เราชาวไทยใหญ่แน่นอน
ความจริงของเราย่อมประจักษ์
สัญญาปางโหลงที่ให้นั้น
จากไปพลันกับอองซานหรือไฉน”

หลังการละเมิดสัญญาดังกล่าว ชาวไทยใหญ่จึงเริ่มลุกขึ้นจับปืนสู้รบเรียกร้องเอกราชจากรัฐบาลกลางพม่า ท่ามกลางเสียงปืนดังก้องไปทั่วแผ่นดินรัฐฉาน วงดนตรีการเมืองกลุ่มแรกของชาวไทยใหญ่ได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนโดยกลุ่มนายทหารไทยใหญ่ซึ่งใช้ชื่อวงเป็นภาษาไทยใหญ่ว่า “เจิงแลว” และภาษาอังกฤษว่า “Freedom Way” หรือมีความหมายในภาษาไทยว่า “วงดนตรีแห่งเสรีภาพ”

ช่วงเวลาสิบปีแรกมีการผลิตเทปออกมาขายในนามวงเจิงแลวไม่ต่ำกว่า 10 ชุด นอกจากนี้ยังมีอัลบั้มแยกของนักร้องบางคนในวงออกมาขายด้วยเช่นกัน เนื้อหาของบทเพลงมีทั้งสภาพสังคม การเมือง ในรัฐฉาน รวมทั้งสภาพชีวิตของทหารไทยใหญ่ในแง่มุมต่าง ๆ ทั้งความรัก ความทุกข์ และความหวัง บทเพลงของวงเจิงแลวจึงเป็นเสมือนบันทึกประวัติศาสตร์ของชาวไทยใหญ่ในช่วงเวลาเวลาที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี

ตัวอย่างบทเพลงของวงเจิงแลวที่สะท้อนให้เห็นความเปลี่ยนแปลงทางสังคมในแต่ละยุค เช่น เพลง “เนวินโจรแค๊ปจ้อย” หรือ “เนวินโจรปล้นแบงค์ร้อย” กล่าวถึงผลกระทบจากการประกาศยกเลิกใช้ธนบัตร 50 และ 100 จั๊ตในปี พ.ศ. 2509 เพลง “หอหลวงเชียงตุง” กล่าวถึงการทุบวังเจ้าฟ้าทิ้งและเปลี่ยนเป็นโรงแรมของรัฐบาลทหารว่าเป็นการทำลายมรดกทางวัฒนธรรมและทำร้ายจิตใจคนไทยใหญ่อย่างรุนแรง บทเพลงใคร่ครวญถามหาคนเฝ้าวังแห่งนี้ว่าไปอยู่ที่ไหน ทำไมปล่อยให้คนอื่นมาทำลายลงได้

แม้ว่าบทเพลงการเมืองจะเป็นเพลง “ต้องห้าม” สำหรับการร้องอย่างเปิดเผยในประเทศพม่า แต่ชาวไทยใหญ่ทั่วทั้งรัฐฉานกลับจดจำเพลงบางเพลงได้เป็นอย่างดี และแอบนำมาร้องในงานประเพณีของตนบ่อย ๆ บทเพลงการเมืองที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่ชาวไทยใหญ่ในประเทศพม่า คือ เพลง “ไตตึกตรองอยู่” หรือ “ไทยใหญ่ยังจำ” ซึ่งมีเนื้อหาย้ำเตือนคนไทยใหญ่และคนภายนอกว่า แผ่นดินรัฐฉานเป็นของคนไทยใหญ่มาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย ใต้แผ่นดินผืนนี้มีกระดูกบรรพบุรุษของคนไทยใหญ่ฝังอยู่ คนไทยใหญ่จึงยังจำได้ดีว่าแผ่นดินผืนนี้เป็นของใคร

บทเพลงนี้จะถูกนำมาร้องในงานปีใหม่ของชาวไทยใหญ่ทุกปีราวกับต้องการย้ำเตือนความทรงจำของคนไทยใหญ่และทวงสิทธิความเป็นเจ้าของในแผ่นดินตนเอง

ไม่เพียงแต่บทเพลงการเมืองที่เป็นภาพสะท้อนสังคมไทยใหญ่ บทเพลงรักของชาวไทยใหญ่จำนวนไม่น้อยก็เป็นภาพสะท้อนสังคมของชาวไทยใหญ่ได้ดีไม่แพ้กัน เนื่องจากรัฐบาลทหารพม่าควบคุมสื่อไม่ให้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการเมือง บทเพลงรักหลายบทเพลงจึงต้องแอบซ่อนเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสังคมการเมืองเอาไว้ใต้การตีความเชิงสัญลักษณ์ หรือบางบทเพลงต้องการกระตุ้นให้คนไทยใหญ่รักชาติทางอ้อมด้วยการบอกให้คนไทยใหญ่ภูมิใจในภาษาและวัฒนธรรมของตนเอง

จายแสงจ๋อมฟ้า ศิลปินชื่อดังของชาวไทยใหญ่ ซึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองหมู่เจ้ ตรงข้ามชายแดนจีน บอกว่า
“ในหนึ่งอัลบั้ม ผมจะต้องมีเพลงที่กระตุ้นให้คนไทยใหญ่รักในภาษาและวัฒนธรรมอย่างน้อยสองเพลง เพราะมันเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องช่วยกันรักษาเอกลักษณ์ของคนไทยใหญ่เอาไว้ให้ดำรงอยู่สืบไป”

การเดินทางของบทเพลงและศิลปิน

เนื่องจากชาวไทยใหญ่ไม่มีสถานีวิทยุสำหรับประชาสัมพันธ์ บทเพลงภาษาไทยใหญ่ให้เป็นที่รู้จักเหมือนกับสถานีวิทยุของไทยหรือประเทศในโลกเสรี เส้นทางเติบโตของศิลปินและการเดินทางของบทเพลงไทยใหญ่จึงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ศิลปินไทยใหญ่ที่มีชื่อเสียงจนเป็นที่รู้จักไปทั่วรัฐฉานและในประเทศเพื่อนบ้านจึงมีเพียงไม่กี่คน

จายอาน เจ้าของร้านเทปชื่อ “ไตแลง” ในตลาดหมู่เจ้ ผู้คว่ำหวอดในตลาดเพลงไทยใหญ่มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 เล่าว่า
“ตั้งแต่เปิดร้านขายเทปมาจนถึงวันนี้ ผลงานของศิลปินไทยใหญ่ที่ขายดีที่สุดในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา คือ สายมาว ศิลปินใหม่ที่ดังในปัจจุบัน ฝ่ายชายมีสองคนที่กำลังดังในหมู่คนรุ่นใหม่ คือ จายแสงจ๋อมฟ้า และจายเจิงหาญ ส่วนฝ่ายหญิง คือ นางคำน้อง นอกจากนั้นก็พอขายได้บ้างแต่ไม่มาก”

จายแสงจ๋อมฟ้า เล่าถึงเส้นทางกว่าจะเป็นศิลปินชื่อดังให้ฟังว่า เขาเริ่มออกอัลบั้มชุดแรกปี พ.ศ. 2538 ขณะยังเรียนหนังสือที่เมืองมัณฑเลย์ โดยออกเทปร่วมกับนางคำน้อยเล็ก บุตรสาวของจายคำเล็ก ซึ่งเป็นทั้ง ครู แพทย์ และนักแต่งเพลงชื่อดังชาวไทยใหญ่ (เป็นผู้แต่งเพลง “สัญญาปางโหลง”) หลังจากนั้นก็ออกเทปร่วมกับนางคำน้อยเล็กและน้องชายของตนเองอีกหลายชุด อัลบั้มที่สร้างชื่อเสียงให้เขามากที่สุด คือ เพลง“สาวโหลง” หรือ “สาวใหญ่ขึ้นคาน” จากอัลบั้มชุดที่ 6

“ช่วงแรก ๆ ที่คนยังไม่รู้จัก วิธีการโปรโมทเพลงที่ดีที่สุด คือ การพยายามไปเล่นคอนเสิร์ตตามงานสำคัญ ๆ ของคนไทยใหญ่ เช่น งานปีใหม่ เพราะคนจะมาร่วมงานเยอะและทำให้เพลงของเราเป็นที่รู้จักได้ง่าย”

หากต้องการดูว่าศิลปินคนไหนดังน้อยดังมากก็ต้องรอชมคอนเสิร์ตใหญ่ ๆ ที่มีศิลปินมาร่วมงานมากกว่า 10 คน คนที่ดังมาก ๆ จะได้ร้องคนแรกกับคนสุดท้าย เพื่อเรียกให้คนมาดูตั้งแต่เริ่มต้นจนจบงาน ส่วนคนที่อยู่ช่วงกลางก็จะไล่ลำดับกันไปดังแต่ดังน้อยไปจนถึงดังปานกลาง
การเดินทางของเพลงไทยใหญ่จากจุดเริ่มต้นผลิตสู่ผู้ฟังจะแตกต่างกันไป ศิลปินใหม่บางคนที่โชคดีมีเสียงร้องถูกใจค่ายเพลงหรือนายทุน มักจะมีคนลงทุนการผลิตและดำเนินการทุกขั้นตอนตั้งแต่แต่งเพลงไปจนถึงจัดจำหน่ายให้ ศิลปินมีหน้าที่ร้องเพลงอย่างเดียว ขณะที่บางคนต้องลงทุนเองทั้งหมด ตั้งแต่แต่งเพลงไปจนถึงวางแผนการตลาด ถ้าโชคร้ายเพลงไม่ถูกใจคนฟังก็ต้องขาดทุน ส่งผลทำให้หลายคนต้องเลิกเป็นศิลปินหลังจากออกอัลบั้มเพียงชุดเดียว

วิธีการโปรโมทเพลงไทยใหญ่นอกจากตระเวนไปเล่นคอนเสิร์ตตามที่ต่าง ๆ ติดโปสเตอร์โฆษณาตามร้านอาหาร ปัจจุบัน ยังมีวิธีโปรโมทอีกวิธีหนึ่งที่กำลังเป็นที่นิยมคือ การใส่ภาพโฆษณาในช่วงท้ายของแผ่นซีดีละครไทยภาคเสียงภาษาไทยใหญ่ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน ทั้งละครช่อง 3 และช่อง 7 มีการผลิตจากเมืองตองยีของรัฐฉาน บันทึกเสียงเป็นภาษาไทยใหญ่แบบติดตามกันได้อาทิตย์ต่ออาทิตย์ ส่งขายไปทั่วรัฐฉานและชายแดนจีน อัตราค่าเช่าที่ชายแดนจีน 2 แผ่น 1 หยวน (5 บาท)

นางคำน้อง ศิลปินหญิงวัย 32 ปี เป็นคนหนึ่งที่โชคดี มีนายทุนสนับสนุน ทำให้เธอมีเวลาศึกษาและพัฒนางานเพลง โดยไม่ต้องกังวลกับงานจัดการ ปัจจุบันเธอเป็นนักร้องหญิงที่มีชื่อเสียงอันดับต้น ๆ และได้ร่วมงานคอนเสิร์ตใหญ่ทั้งในประเทศพม่า จีน และไทย เธอกล่าวถึงเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในวันนี้ว่า

“กว่าจะมีวันนี้ เราต้องหมั่นศึกษาวิธีการร้องเพลงจากนักร้องคนอื่น ๆ ทั้งจากประเทศเพื่อนบ้านหรือประเทศตะวันตก เราต้องพัฒนางานเพลงของเราให้ดีขึ้นเรื่อยๆ”

การทำเพลงในปัจจุบันจะอยู่ในรูปเทป ซีดี และคาราโอเกะ โดยผู้ผลิตจะต้องมีเงินลงทุนทั้งหมดสำหรับการทำเพลงต้นฉบับ 1,400,000 จั๊ต หรือประมาณ 70,000 บาท ศิลปินใหม่ที่ไม่มีนายทุนออกให้จึงต้องใช้เวลานานกว่าจะออกอัลบั้มของตนเองได้

จายตี้หลู นักร้องเพลงร็อควัย 28 ปี เล่าประสบการณ์การลงทุนออกเทปชุดแรกด้วยเงินของตนเองให้ฟังว่า
“ผมร้องเพลงร็อคมานาน แต่ไม่ได้ออกเทปเพราะไม่มีเงิน พอเริ่มเก็บตังค์ได้ก็เริ่มอัดเพลง แต่ระหว่างที่อัดเงินไม่พอก็ต้องไปกู้เพื่อน เมื่อเงินยังไม่พออีกก็ต้องหยุดพักไปก่อน แล้วไปทำงานเก็บเงินอีก กว่าจะออกอัลบั้มนี้ได้ก็ต้องใช้เวลาหลายเดือน พอออกมาแล้วก็ต้องคิดเรื่องการตลาดว่าจะวางขายยังไง ผมเริ่มจากแจกให้เพื่อนและคนรู้จักฟังก่อน ถ้าเค้าชอบก็ฝากให้ช่วยโปรโมทให้ด้วย แล้วก็ฝากขายที่ร้านเทปในตลาด และหมู่บ้านต่าง ๆ กว่าจะรู้ว่าขายได้เท่าไหร่ก็ต้องรอให้เวลาผ่านไปเจ็ดแปดเดือน นอกจากนี้ เราต้องหมั่นไปร่วมเล่นคอนเสิร์ตต่าง ๆ เพื่อให้คนรู้จักเรา”

ชายหนุ่มสรุปคุณสมบัติของนักร้องไทยใหญ่ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่เส้นทางนี้ว่า
“การเป็นนักร้องไทยใหญ่ต้องอดทน เสียสละทั้งแรงกายและแรงใจ เพราะเราต้องใช้เวลาคิดตั้งแต่เนื้อร้อง ทำนอง ไปจนถึงการวางตลาด รวมทั้งลงทุนทุกอย่างด้วยตัวเอง”

นอกจากนี้ สิ่งที่เป็นอุปสรรคสำคัญของธุรกิจเพลงไทยใหญ่ที่ทำให้ศิลปินและนายทุนต้องท้อใจไปตาม ๆ กันก็คือ การ ก็อปปี้เพลง ซึ่งไม่ได้เพิ่งมีตอนเป็นซีดี แต่เริ่มมาตั้งแต่สมัยยังมีเฉพาะม้วนเทป ศิลปินหลายคนต้องท้อใจกับปัญหานี้และต้องยุติการลงทุน เพราะไม่สามารถเรียกเงินกลับคืนได้ แม้ว่าศิลปินนั้นจะมีชื่อเสียงก็ตาม

จายเจิงหาญ นักร้องหนุ่มผมยาวที่มีสาวน้อยสาวใหญ่ตามไปกรี๊ดที่ขอบเวทีทุกครั้งบอกว่า
“สิ่งนี้สร้างความเจ็บปวดให้กับนักร้องที่มีใจรักการร้องเพลงอย่างมาก เพราะเราต้องลงทุนไปมากมาย และเพลงของเราก็เป็นที่นิยม แต่เรากลับไม่ได้รับผลตอบแทนตรงนั้น ผมพยายามบอกกับแฟนเพลงที่มาดูคอนเสิร์ตว่า อย่าซื้อเพลงก็อปปี้ แต่ก็ไม่ค่อยได้ผล เพราะราคาเพลงก็อปปี้ถูกกว่าของแท้มาก จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้จะแก้ปัญหานี้อย่างไร”

ชุมชนในจินตนาการเหนือเส้นเขตแดน 

แม้ว่าศิลปินเพลงไทยใหญ่จะต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย แต่บนถนนสายดนตรีของชาวไทยใหญ่ก็ยังได้มีโอกาสต้อนรับศิลปินหน้าใหม่ ๆ อยู่เสมอ ศิลปินใหม่เหล่านี้บางคนเลือกหยิบบทเพลงเก่าขึ้นมาผลิตซ้ำด้วยการทำดนตรีใหม่ การเกิดใหม่ของศิลปินและการผลิตซ้ำบทเพลงเก่าได้ก่อให้เกิดการเชื่อมสังคมไทยใหญ่อดีตเข้ากับปัจจุบัน กลายเป็นชุมชนในจินตนาการที่คนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่ามีสำนึกร่วมในบทเพลงเดียวกัน เมื่อบทเพลงเป็นสื่อสะท้อนสังคม บทเพลงเก่าที่นำกลับมาร้องใหม่จึงสะท้อนให้เห็นว่า แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไป แต่สภาพสังคมของไทยใหญ่ที่ปรากฏอยู่ในบทเพลงนั้นยังคงเหมือนเดิม

นักร้องหญิงไทยใหญ่ซึ่งมีเสียงห้าวเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวเป็นหนึ่งในศิลปินที่ตัดสินใจเลือกบทเพลงเก่ามาผลิตใหม่ โดยเพลงที่เธอเลือกมาเป็นบทเพลงที่มีเนื้อหาซ่อนนัยยะทางการเมืองแต่งโดย “ซะคะฮะ” หนึ่งในสมาชิกวงเจิงแลว สาวเสียงห้าวเล่าถึงเหตุผลของการหยิบยกเพลงเก่ามาร้องใหม่ว่า
“ตอนปี 2540 เคยได้ฟังเพลงไตตึกตรองอยู่(ไทยใหญ่ยังจำ)ในงานปีใหม่ ฟังแล้วรู้สึกประทับใจในเนื้อหามากและอยากรู้ว่าใครร้อง พอรู้ว่าซะคะฮะเป็นคนร้องก็เริ่มสนใจติดตามผลงานเพลงแนวนี้ หลังจากนั้นในปีต่อมาก็เริ่มร้องเพลงไตตึกตรองอยู่ในงานคอนเสิร์ตต่าง ๆ คนฟังก็รู้สึกชอบใจและขอให้ร้องทุกครั้งที่ขึ้นเวที หลังจากนั้นก็เลยคิดว่า อยากจะนำเพลงบางเพลงกลับมาร้องใหม่ โดยเลือกเพลงที่ไม่ได้มีความหมายการเมืองโดยตรง แต่ต้องอาศัยการตีความ เช่น เพลง “เรือ” คนฟังอาจตีความว่าเป็นเรือหรือเป็นอย่างอื่นก็ได้ การที่นำเพลงประเภทนี้มาร้องเรารู้ว่าเสี่ยงอันตราย แต่เราก็อยากให้คนทั่วไปรู้ว่าเพลงเหล่านี้ไม่ใช่ทหารเท่านั้นที่ร้องได้ แต่คนทั่วไปหรือนักร้องคนอื่น ๆ ก็สามารถนำมาร้องได้เหมือนกัน”

หลังการวางแผงอัลบั้มชุดนี้เพียงไม่กี่เดือน ยอดขายเทปของเธอแตะยอดสองพันม้วนซึ่งนับเป็นตัวเลขที่สูงสำหรับศิลปินรุ่นใหม่ซึ่งเพิ่งออกอัลบั้มเพียงแค่สองชุด สะท้อนให้เห็นว่า ชาวไทยใหญ่ยังคงมีความรู้สึกต้องการแนวเพลงการเมืองอยู่เช่นเดิม เพียงแต่ในช่วงเกือบสิบปีมานี้ วงเจิงแลวได้แยกย้ายกันไปตามสถานการณ์การเมืองที่ผันเปลี่ยน อดีตสมาชิกวงบางคนออกไปตั้งวงใหม่ บางคนแยกออกอัลบั้มเดี่ยว และบางคนยังคงใช้ชื่อวงเจิงแลว แต่อัลบั้มเหล่านี้ไม่เป็นที่รู้จักกว้างขวางเหมือนกับยุคแรกของการก่อตั้งวงเจิงแลว เนื่องจากในยุคนั้น กองทัพไทยใหญ่สามารถขยายพื้นที่ควบคุมตามแนวชายแดนได้มาก แต่หลังจากขุนส่าวางอาวุธเมื่อปี 2539 วงเจิงแลวก็แตกกระสานซ่านเซ็นกันไปพร้อมกับกองกำลังไทยใหญ่ที่กระจัดกระจายจนเหลือกำลังพลน้อยนิด

อย่างไรก็ตาม ความโด่งดังของวงเจิงแลวในอดีตเมื่อยี่สิบปีก่อนนับได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของวงการเพลงและการกู้ชาติไทยใหญ่ เพราะอิทธิพลของวงเจิงแลวหลังจากออกเทปชุดแรก ๆ ได้ก่อให้เกิดกระแสรักชาติในหมู่คนไทยใหญ่เพิ่มมากขึ้น จนทำให้คนไทยใหญ่ในรัฐฉานจำนวนไม่น้อยพากันสมัครเป็นทหารในกองทัพไทยใหญ่ นอกจากนี้ วงเจิงแลวยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างชุมชนในจินตนาการของคนไทยใหญ่เหนือเส้นเขตแดนอีกเช่นกัน เห็นได้จากเมื่อวงเจิงแลวไปเล่นคอนเสิร์ตตามชายแดนไทย-พม่า คนไทยใหญ่ที่อาศัยอยู่ทั้งเขตไทยและพม่าจำนวนมากจะเดินทางมาชมคอนเสิร์ต ในช่วงเวลานี้ ทุกคนจะร้องเพลงของวงเจิงแลวร่วมกัน บทเพลงที่ดังก้องไปทั่วชายแดนทั้งสองประเทศได้ก่อให้เกิดชุมชนในจินตนาการที่ผูกพันชาวไทยใหญ่ทั้งหมดให้เป็นหนึ่งเดียว ชุมชนนี้ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา แต่สัมผัสได้ด้วยความรู้สึกอันเป็นหนึ่งเดียวของชาวไทยใหญ่

แม้ว่าบทเพลงรักจะสามารถผลิตและขายได้อย่างเปิดเผยในรัฐฉาน และบทเพลงการเมืองเป็นเพลงต้องห้าม แต่ปรา กฎการณ์ที่เกิดขึ้น คือ ทั้งบทเพลงรักและเพลงการเมืองต่างเดินทางข้ามพรมแดนระหว่างประเทศพม่าและประเทศเพื่อนบ้านไปถึงคนฟังได้ไม่ต่างกัน สิ่งที่แตกต่างกันมีเพียงวิธีการเดินทางของบทเพลงการเมืองซึ่งผลิตจากชายแดนไทยจะต้องเดินทางอย่างลับ ๆ ซุกซ่อนอยู่ในหีบห่อของคนเดินทางข้ามแดน

เจ้าของร้านเทปแห่งหนึ่งในรัฐฉานเล่าว่า แม้บทเพลงการเมืองจะเป็นเพลงต้องห้ามภายใต้การปกครองของรัฐบาลเผด็จการ แต่คนฟังกลับรู้จักบทเพลงเหล่านี้และพยายามเสาะหามาฟังด้วยวิธีที่หลากหลาย จนในที่สุด บางเพลงได้รับความนิยมมากกว่าเพลงรักเสียด้วยซ้ำไป

อดีตนักศึกษาหนุ่มจากมหาวิทยาลัยมัณฑเลย์คนหนึ่งเล่าบรรยากาศการร้องเพลงการเมืองในมหาวิทยาลัยให้ฟังว่า
“ผมได้ยินเพลงของวงเจิงแลวครั้งแรกจากรุ่นพี่ในมหาวิทยาลัย เวลาว่าง ๆ เราจะนั่งล้อมวงเล่นกีตาร์ร้องเพลงภาษาไทยใหญ่กัน พอผมได้ยินเพลงเหล่านี้รู้สึกเนื้อหากินใจ ผมก็พยายามถามรุ่นพี่ว่าจะหาเทปมาฟังได้จากที่ไหน หลังจากนั้นก็เริ่มเสาะหามาฟัง การซื้อหาเพลงเหล่านี้ต้องเกิดจากความไว้วางใจกัน เพราะบางคนอาจเป็นสายลับของรัฐบาลมาล่อซื้อ ใครเผลอไปขายให้ก็ถูกจับเข้าคุก คนที่แอบนำเทปเหล่านี้มาขายและคนที่มีเทปอยู่กับตัวจึงต้องระวังให้มาก”

จนถึงวันนี้ แม้คนไทยใหญ่จะยังไม่มีค่ายเทปยักษ์ใหญ่คอยผลิตศิลปินเพลง ไม่มีสถานีวิทยุภาษาของตนเอง และศิลปินยังต้องปากกัดตีนถีบเพื่อหาเงินมาผลิตเพลงและต่อสู้กับเทปผี ซีดีเถื่อนอยู่ทุกวี่วัน แต่ถนนสายนี้ก็ยังมีคนเดินทางเข้ามาใหม่อยู่เสมอ และตราบใดที่ภาษาไทยใหญ่ยังคงถูกนำมาใช้สื่อความหมายในบทเพลง ชาวไทยใหญ่ที่อยู่ตามที่ต่าง ๆ ที่ร้องเพลงเดียวกันนี้จะรู้สึกเป็นสมาชิกของชุมชนในจินตนาการของไทยใหญ่อยู่เสมอ ชุมชนนี้ไม่มีอาณาเขตของรัฐชาติใด ๆ ขวางกั้น และกว้างไกลไปถึงดินแดนทุกแห่งที่คนไทยใหญ่อาศัยอยู่

Views : 90

Related Posts