• วันอังคาร , 23 ธันวาคม 2014

“หมู่บ้านของฉัน” ความเปลี่ยนแปลงที่จำใจต้องยอมรับ

โดย Shwe Aein

เรื่องราวที่ทุกคนกำลังจะได้อ่านต่อไปนี้เกิดขึ้นกับฉันเมื่อครั้งอาศัยที่หมู่บ้านในรัฐฉาน หมู่บ้านของฉันเป็นสถานที่น่าอยู่มากล้อมรอบไปด้วยภูเขา ผู้คนต่างมีชีวิตในแบบที่เรียบง่าย ส่วนใหญ่จะทำนาเป็นอาชีพหลัก แม้ว่าจะไม่ได้ปลูกพืชสำหรับขายที่ได้ราคาดีๆ พวกเราก็มีอาหารเพียงพอสำหรับเลี้ยงคนในครอบครัวได้อย่างสบาย ในไร่นาของเราจะปลูกกระเทียม ข้าวสาลี อ้อยและผักสวนครัวไว้กิน เราต่างก็มีครอบครัวและชีวิตที่มีความสุขตามแบบฉบับของเรา

แต่เมื่อรัฐบาลทหารพม่ามีโครงการสร้างทางรถไฟทางภาคใต้ของรัฐฉาน ชีวิตของผู้คนในหมู่บ้านของเราก็เริ่มเปลี่ยนไป เราต้องลำบากกันมากขึ้นเพราะรัฐบาลยึดเอาที่นาของชาวบ้านไปโดยที่เราไม่ได้ค่าตอบแทนเลย คนจำนวนมากจึงไม่มีงานทำ ต้องอยู่กันอย่างยากลำบาก บางคนถึงขนาดไม่มีข้าวกิน ปัญหาต่างๆ ก็เริ่มประเดประดังเข้ามาในหมู่บ้านของเราเรื่อย ๆ พวกลักขโมยก็มากขึ้น แต่นั่นก็เพื่อความอยู่รอดของเขาเอง ที่ผ่านมา เราได้พึ่งพาอาศัยที่นาของเราในเลี้ยงปากเลี้ยงท้องมาโดยตลอด

ชาวบ้านไม่เพียงแต่ถูกยึดที่นาไปเท่านั้น แต่ยังถูกบังคับใช้แรงงานสร้างทางรถไฟโดยไม่ได้รับอาหารหรือค่าตอบแทนเลยแม้แต่น้อย พวกเขาต้องทำงานอย่างน้อยถึงสัปดาห์ละ 4 วันจนกว่าทางรถไฟจะสร้างเสร็จ มิหนำซ้ำยังจะต้องเตรียมเครื่องไม้ เครื่องมือในการก่อสร้างมาเองจากบ้าน ถ้าใครไม่มีก็ต้องเสียเงินไปซื้อมา และบางครั้ง ชาวบ้านยังต้องหาข้าวปลาอาหารมาเลี้ยงพวกทหารพม่าที่คอยคุมคนงานอีกด้วย และคนที่ขาดงาน 1 วันจะต้องถูกลงโทษและจ่ายเงินให้ทหารเท่ากับค่าแรงถึง 2 วัน เพราะเหตุนี้เอง จึงไม่มีใครกล้าหนีงานก่อสร้างทางรถไฟเลย เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ชาวบ้านจึงไม่มีเวลาหาเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง พวกข้าวของต่างๆ ในพม่าก็มีแต่จะแพงขึ้นทุกวันๆ ความอดอยาก เริ่มแทรกซึมเข้าสู่ชีวิตประจำวันของประชาชนในหมู่บ้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ฉันยังจำประสบการณ์ช่วงนั้นได้ดี ตอนนั้นที่บ้านแทบไม่มี อะไรกิน คนอื่นๆ ก็ตกอยู่ในสภาพไม่ต่างกัน เราไม่มีที่จะปลูกกระเทียมหรือปลูกข้าวอีกต่อไป ต้องซื้อกินทุกอย่าง ปีนั้นข้าวสารแพงมากจนเราไม่มีเงินจะซื้อ เราต้องกินข้าวสาลีที่ราคาถูกกว่าแทนข้าวสาร ซึ่งเม็ดข้าวสาลีจะแข็งมากจนต้องเสียเวลาต้มนานกว่าจะนิ่มสำหรับกลืนลงคอได้ และนี่ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ฉันต้องไปโรงเรียนสายแทบทุกวันเพราะต้องรอข้าวสุก ฉันก็เลยถูกครูทำโทษที่มาสายอยู่บ่อยๆ แต่วันไหนที่รีบมากๆ ฉันก็จะไม่ได้กินข้าวเช้า ตอนแรก ๆ ฉันกินข้าวสาลีไม่ค่อยลงหรอก เพราะมันแข็งมากจริงๆ แต่สถานการณ์มันบังคับให้เราต้องกินให้ได้

ชีวิตของผู้คนในหมู่บ้านลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ คนหนุ่มสาว จำนวนมากต้องไปทำงานตามประเทศเพื่อนบ้านเพื่อความอยู่รอดในรูปแบบของแรงงานอพยพที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ไม่มีบัตรอนุญาตทำงาน ต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ ไม่ให้ตำรวจจับได้ ต้องหวาดระแวงกลัวไปเสียทุกอย่าง แม้ว่าพวกเขาต้องมีชีวิตอยู่อย่างหวาดระแวงอย่างไร พวกเขาก็ต้องทนเพื่อความอยู่รอดของครอบครัวที่เขาจากมา

ตอนนี้ ฉันมีโอกาสเรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งแถวชายแดนไทย ที่นี่ทำให้ฉันได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชน และวิชาอื่นๆ อีกมากมาย ฉันได้รู้ว่าสิทธิมนุษยชนคืออะไร ฉันมีสิทธิอะไรบ้าง รวมถึงการเคารพสิทธิของผู้อื่นด้วย ตอนที่ฉันยังอยู่ในประเทศพม่า ฉันไม่เคยรับรู้ ไม่เคยได้ยินสิ่งต่างๆ เหล่านี้มาก่อนเลย และเมื่อได้เรียนและได้รู้ก็ยิ่งทำให้ฉันนึกถึงเพื่อนๆ และหมู่บ้านที่ฉันเคยอยู่มากขึ้น และอยากให้พวกเขามีโอกาสได้เรียนรู้เหมือนฉันบ้าง แต่ทุกคนก็รู้ดีว่าระบบการศึกษาในประเทศพม่าเป็นยังไง โอกาสที่จะได้เรียนรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนหรือเรื่องการเมืองไม่มีเลย เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถูกละเมิดสิทธิอยู่ เราแค่รู้สึกโกรธแค้นเมื่อมันเกิดขึ้น แต่ทำอะไรไม่ได้เลย

ฉันคิดว่าต่อไปจะนำความรู้ที่ได้จากโรงเรียนแห่งนี้ไปถ่ายทอดแก่พวกเขาให้มากที่สุด เพราะฉันเชื่อว่าสักวันหนึ่ง เราจะยืนอยู่บนแผ่นดินที่มีแต่ความสงบสุขและรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย ไม่กดขี่ข่มเหงประชาชนเหมือนที่ผ่านมา

Views : 340

Related Posts